การดูแลสุขภาพช่องปากวัยเรียน

การดูแลสุขภาพช่องปากในแต่ละช่วงวัย

เมื่อกล่าวถึงสุขภาพช่องปากในครอบครัว พฤติกรรมที่ดีของคุณจะเป็นแบบอย่างให้ลูกๆ ทั้งในตอนนี้และในอนาคตเมื่อเขาโตขึ้น จากการศึกษาเป็นเวลา 10 ปีของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH)ที่เผยแพร่ออกมาในปี 2013 ระบุว่า 40% ของพ่อแม่ที่พยายามรักษาสุขภาพพร้อมกับลูกๆ สามารถควบคุมน้ำหนักให้ดีคงที่ได้เป็นระยะเวลา 10 ปีต่อมา ในทางเดียวกัน คุณก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการดูแลช่องปากให้กับลูกๆ ได้ 5 พฤติกรรมเพื่อสร้างพื้นฐานการดูแลฟันที่ดีในระยะยาวให้กับลูกของคุณ

ทำไมการเป็นตัวอย่างที่ดีถึงสำคัญ?

เพราะเด็กเรียนรู้จากตัวอย่าง พ่อและแม่คือตัวอย่างแรกและหลักสำหรับเด็กในเรื่องของการสร้างสุขนิสัยที่ดีของตนเอง การวิจัยของ Duke University แนะนำว่า "การจำกัดอาหารขยะที่บ้านพร้อมกับกฎระเบียบที่พ่อแม่สร้างไว้สำหรับมื้ออาหาร ส่งผลให้เด็กได้ทานอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มมากขึ้น"ความจริงคือ ลูกอม น้ำอัดลม "คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยแล้ว" และแป้ง อย่างมันฝรั่งทอดกรอบและขนมปังอบจะทำให้กรดตกค้างอยู่ในช่องปากเด็กๆ นานขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของฟันผุสูงขึ้น อ้างอิงจากทันแพทย์สำหรับเด็กแห่งสหรัฐอเมริกา (AAPD) ฉะนั้น การเป็นแบบอย่างที่ดีของพฤติกรรมการทานอาหารและการดูแลช่องปากให้ดีสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง

1. ออกไปเที่ยวข้างนอกกับครอบครัวนอกจา

กการไปดูหนังกับครอบครัวจะสนุกเและพลิดเพลินในการใช้เวลาร่วมกันแล้ว การใช้เวลานอกบ้านกับครอบครัวนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดสมอง อ้างจากโครงการริเริ่ม Let's Move! ของสหพันธรัฐ ผู้ใหญ่ควรออกกำลังกาย 30 นาที ขณะที่เด็กๆ ควรได้เวลาวิ่งเล่น 60 นาที ทุกวัน การออกกำลังกายเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเด็กๆ พร้อมกับการทำกิจกรรมสนุกๆ ที่ทำให้ทุกคนเพลิดเพลินไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะปีนเขาหรือเล่นเบสบอลที่หลังบ้านกันทั้งครอบครัวแล้ว ถือเป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตที่ดี และรวมถึงเรื่องการมีสุขภาพช่องปากที่ดีในระยะยาว

2. เตรียมขนมที่ดีต่อสุขภาพติดรถ

ไว้ สำหรับวันที่ต้องอยู่บนรถนานๆพ่อแม่ส่วนใหญ่มักเตรียมขนมไปเผื่อเด็กๆ เวลาที่ต้องออกไปไหนมาไหนนานๆ แต่แทนที่จะเลือกขนมหวานให้กับตัวเอง ลองแพ็กอาหารว่างที่มีประโยชน์ดูบ้าง นับเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กๆ ได้เห็นว่าคุณเลือกทานของที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในช่วงเวลาตกบ่ายหรือวันที่ต้องอยู่บนรถนานๆ ควรพกถั่วหรือผลไม้ไว้ในรถหรือติดตัวไปด้วย เพราะน้ำตาลและโปรตีนจากธรรมชาติช่วยทำให้คุณอิ่มท้องนานมากขึ้น จะได้มีแรงรับมือกับเจ้าตัวเล็กเวลางอแง

3. เปลี่ยนจากกาแฟเป็นชาเขียว

อาจเป็นเรื่องยากหากต้องหันมาดื่มชาเขียวแทนกาแฟ แต่ประโยชน์ที่ได้นั้นยอดเยี่ยมมาก การเริ่มต้นวันด้วยคาเฟอีนอาจทำให้เกิดภาวะง่วงหนักตามมา จนคุณหันไปพึ่งน้ำตาลเพื่อเพิ่มพลังงาน และนั่นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของฟันผุ เลือกดื่มชาเขียวซึ่งมีปริมาณคาเฟอีนให้คุณมากพอที่ และไม่ก่อให้เกิดคราบหลืองบนผิวฟันอย่างกาแฟอีกด้วย ชาเขียวมีประโยชน์ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดฟันผุได้อีกด้วย อ้างอิงจาก Care2 หมั่นแสดงวิธีการปฏิบัตินี้ให้ลูกๆ ได้เห็นและเข้าใจว่าคุณนั้นใส่ใจกับรอยยิ้มที่สดใสมากพอ ๆ กับหมอฟันเลยทีเดียว

4.รักษาสุขภาพช่องปากให้ดีเวลาไปเที่ยวพักร้อน

การหยุดพักผ่อนเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ควรหยุดการดูแลช่องปาก ช่วงเวลาการพักผ่อนกับลูกๆ เป็นโอกาสที่ดีในการสาธิตถึงกิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่อง เช่น การขัดฟันที่ถูกต้องในแต่ละวัน การแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที และการใช้น้ำยาบ้วนปากหลังอาหารเย็นมื้อใหญ่ แสดงให้ลูกดูเป็นตัวอย่างว่า การดูแลเอาใจใส่สุขภาพช่องปากสามารถทำควบคู่ไปกับช่วงเวลาอันแสนสุขได้เช่นกัน

5.พบทันตแพทย์เป็นประจำ

นิสัยที่สำคัญมากอย่างหนึ่งที่ควรทำให้ลูกเห็น คือ การไปพบทันตแพทย์เป็นประจำเพื่อการดูแลรักษาฟันที่ดี ถ้าเป็นไปได้ ให้นัดพบทันตแพทย์วันเดียวกับของลูกๆ การให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปากของคุณเอง ทำให้เด็กเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากของเขาเองเช่นกันการสร้างสุขนิสัยที่ดีนั้นต้องใช้เวลาและไม่เท่ากันทุกคน เพียงคุณหมั่นปฏิบัติ 5 พฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพและเน้นย้ำให้ลูกๆ ทำตาม เพื่อปูรากฐานของการมีสุขภาพช่องปากที่ดีในวันนี้จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและให้ความรู้ในเรื่องสุขภาพช่องปากทั่วไป ไม่ได้ใช้เพื่อแทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรม หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับอาการหรือการรักษาทางการแพทย์ โปรดขอคำแนะนำจากทันตแพทย์หรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

บทความอื่น ๆ ที่คุณอาจชอบ

  • ถึงแม้ว่าฟันของลูกจะยังไม่ขึ้น แต่คุณก็ควรเช็ดเหงือกของลูกด้วยอุปกรณ์นวดเหงือก ผ้าก๊อซสะอาดที่ชุบน้ำหมาด ๆ หรือผ้าขนหนู หลังจากฟันงอกแล้ว

  • ให้คุณแปรงฟันของลูกอย่างน้อยวันละสองครั้ง โดยใช้แปรงขนนุ่มและน้ำเปล่า